หีบห่อ

สมัยเรียนมหาวิทยาลัยก็จะมีการรับน้อง takeน้อง และก็ตามด้วยการรับของคืนจากน้องในงาน thanksพี่ ไม่รู้ว่าเหมือนกันทุกมหาลัยหรือเปล่านะครับ

.

ช่วง takeน้อง ก็ต้องพยายามเก็บเงินกันหน่อย เราเหล่ารุ่นพี่ก็ต้องแบมือของสตางค์จากคุณพ่อคุณแม่มาอีกทีเหมือนกัน วันthanksพี่ รุ่นพี่ก็รอรับของจากน้องๆกลับคืนมา มีน้องหลายคนก็ได้มาหลายชิ้น บางทีน้องๆก็รวมเงินกันซื้อมาให้ ของขวัญที่ได้รับมาบรรจุอยู่ในหีบห่อของขวัญสวยงาม ด้วยความที่ไม่ค่อยได้รับของขวัญเหล่านี้สักเท่าไร ผมจึงอยากจะเก็บอารมณ์ลุ้นเวลาแกะห่อของขวัญให้ยาวนานที่สุดเท่าที่จะทำได้ตามจำนวนของขวัญที่ได้รับมา (ทำเหมือนจะได้เยอะแยะมากมาย ที่จริงก็ไม่มากชิ้นนักหรอก) ผมใช้วิธีทะยอยแกะของขวัญมันวันละชิ้น ประมาณเหมือนมีวันเกิดติดๆกันปีละหลายหน

.

สมัยก่อนผมไม่ค่อยสนใจเรื่องหีบห่อสักเท่าไร

คิดว่าเราจะไปสนใจทำไม ถึงมือผู้รับแล้วก็ฉีกทิ้ง

Buddy ของผมจึงได้ของที่ห่อด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ทุกครั้ง

แต่ความจริงแล้ว หีบห่อก็เหมือนกับเครื่องแต่งกายนั่นล่ะ

สามารถสร้างความประทับใจให้กับผู้รับยามแรกเห็น

แหวนเพชร ที่อยู่ในตลับ ค่อยๆแง้มออกมา ก็น่าจะสร้างอารมณ์ได้มากกว่าเห็นมันวางโดดๆลุ่นๆใช่ไหม?

.

มนุษย์ทุกคนนอกจากจะอยู่ในหีบห่อที่เป็นเสื้อผ้าแล้ว

ยังอยู่ในหีบห่อที่เรียกว่า “จริต” อีกด้วย

จริตที่ปิดบังอำพลางตัวตนบางส่วนเอาไว้

หลายคนก็พอกมันไว้จนแทบมองไม่ค่อยเห็นเนื้อใน

.

ต้นไม้ก็มีชีวิต

ผมเห็นคนตัดต้นไม้ ทั้งหักแขนขา กิ่งก้าน เอาลูกมันมา แถมบางทียังเอาซะถอนรากถอนโคน

เห็นแล้วก็ให้คิดๆว่า ต้นไม้ที่เคยเรียนกันมา เขาก็บอกว่า มันเป็นสิ่งมีชีวิตนี่เนอะ

มันก็น่าจะเจ็บเป็นเหมือนกัน เพียงแต่ว่าไม่มีปากร้อง โอยๆ

กับพวกสัตว์ไปตีมัน ไปทำร้ายมัน ก็ยังมีปากร้องให้ได้ยิน

แต่กับต้นไม้นี่สิ

มนุษย์รับรู้ สิ่งต่างๆผ่านประสาทสัมผัส ที่จำกัดอยู่ที่ 5 อย่าง

รูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส

ฉะนั้นสิ่งที่เรารับรู้ไม่ได้ ก็เป็นเพราะข้อจำกัดของเรา ไม่ได้หมายความว่ามันไม่มีอยู่จริง

ทรงกลด บางยี่ขัน ได้เขียนไว้ว่า

มนุษย์ผ่านช่วงเวลาแห่งการรับรู้ว่าโลกไม่ได้เป็นศูนย์กลางของจักรวาลไปแล้ว

แต่ยังไม่เคยก้าวผ่านช่วงเวลาแห่งการรับรู้ว่าตัวเองไม่ใช่ศูนย์กลางของทุกสรรพสิ่ง

เราใช้ข้อจำกัดของเราในการประเมินสิ่งต่างๆที่แวดล้อมเราอยู่

ไอ้นี่มันเป็นกลุ่มประเภทนี้นะ ไอ้นั่นอยู่ในกลุ่มนั้น

ไอ้นี่มันเป็นอย่างนี้ ไอ้นั่นมันต่างกัน

และต่างจากเราจนถึงกล้าพูดว่า “เราเป็นสัตว์ประเสริฐ”

แท้จริงแล้ว หากเราค่อยๆถอยออกไปจากโลก ค่อยๆถอยออกไป

และมองโลกว่าเป็นแค่ส่วนกระจิ๋วของกาแล็กซี่

เราก็ไม่ต่างจากมดปลวก ในความรู้สึกของจักรวาล

เรากล้าทำร้ายสิ่งมีชีวิตที่คิดว่า “ต่ำกว่า” เรา

เรากล้าทำร้าย เพราะ “มัน” ไม่ใช่ “เรา”

เรากล้าทำร้าย เพราะระบบรับรู้ของเรา บอกเราว่า “มันไม่รู้สึก”

และที่แย่กว่า คือ เรากล้าทำร้าย “ทุกสิ่งทุกอย่าง” แม้แต่ “สิ่งมีชีวิตที่เป็นพวกเดียวกัน”

เราทำเรื่องแย่ๆ เพราะว่า “ระบบรับรู้ความผิดชอบของ”สัตว์ประเสริญ”อย่างเรามันบกพร่อง”

กระดุมเม็ดแรก

ความสำคัญของ “กระดุมเม็ดแรก”

เคยไหมที่คุณตื่นนอนยามเช้า ครึ่งหลับครึ่งตื่น สวมเสื้อราวกับคนไร้วิญญาณ
เมื่อกลัดกระดุมเสร็จแล้วก็พบว่า ชายเสื้อทั้งสองข้างไม่เท่ากัน คุณกลัดกระดุมผิดทั้งแถว!

มันเริ่มจากการที่คุณไม่รู้ว่า คุณกลัดเม็ดแรกผิด แล้วกลัดต่อไปทีละเม็ดอย่างถูกต้อง
เมื่อกลัดกระดุมเสร็จสิ้น ก็ผิดทั้งหมด

ในตัวอย่างนี้ ความไม่รู้ทำให้คุณ ‘กลัดกระดุม’ ผิดทั้งแถว!

เคยไหมที่คุณเก็บเนื้อในตู้เย็นนานข้ามปี จนเนื้อหมดอายุ แต่ไม่ยอมทิ้ง
เพราะเป็นเนื้อจากต่างประเทศ ราคาแพง
คุณปรุงอาหารจนเสร็จ เมื่อกินแล้วไม่อร่อยหรืออาหารเป็นพิษ

ในตัวอย่างนี้ ความเสียดายทำให้คุณ ‘กลัดกระดุม’ ต่อไป ทั้งที่รู้ว่าเม็ดแรกผิดรู!

เคยไหมที่คุณสมัครเรียนสายวิชาที่คุณไม่ชอบ ไม่ว่าเพราะพ่อแม่บังคับ
หรือไม่รู้จะเรียนอะไรนอกเหนือจากสายนั้น คุณสอบได้ ลงทะเบียน
เรียนผ่านไปทีละเทอม ทีละปี จนจบ คุณได้รับปริญญาบัตร
หางานที่เกี่ยวข้องกับสายวิชาที่ร่ำเรียนมา แล้วทำงานไปทีละวันๆ
ทีละเดือนๆ ทีละปีๆ จนวันหนึ่งคุณก็หมดแรง
และยอมรับว่าคุณ ‘กลัดกระดุม’ ผิดมาตั้งแต่เม็ดแรก

ในตัวอย่างนี้ ความละเลยทำให้คุณดันทุรัง ‘กลัดกระดุม’ เม็ดต่อไปทั้งที่รู้ดีว่ากลัดเม็ดแรกผิด

กระดุมเม็ดแรกสำคัญอย่างยิ่ง มันเป็นรากฐานของกระดุมเม็ดที่สอง สาม สี่…
กลัดกระดุมเม็ดแรกผิด ก็ผิดหมดทั้งแถว ผิดทั้งยวง และอาจจะผิดทั้งชีวิต!

ตึกรามบ้านช่องไม่ว่าจะออกแบบสวยงามเพียงไร
หากคำนวณฐานรากไม่ถูกต้อง วันหนึ่งก็เอียงล้ม

เด็กไม่ว่าฉลาดเพียงไร หากเอาแต่เล่นเกม ดูแต่หนังรุนแรง เอาแต่ใจตัวเอง
โตขึ้นก็อาจเป็นปัญหาภาระที่สังคมต้องแบกรับ

ซื้อรองเท้ายี่ห้อดังมาแล้ว ถึงคับก็ทนสวม ไม่นานก็ต้องแก้ปัญหาเรื่องเท้าเจ็บ

เพื่อนให้ขนมเค้กจากร้านที่มีชื่อเสียง จะให้คนอื่นก็เสียดาย
จึงฝืนกินเข้าไปทั้งที่อ้วนอยู่แล้ว ผลที่ตามมาคือร่างกายเสียหาย

คุณอาจยอมปล่อยบางปัญหาไป หลับตาข้างหนึ่งแล้วหวังว่า ปัญหานั้นจะละลายหายไปเอง
แต่ท้ายที่สุดก็ต้องแก้ปัญหานั้นอยู่ดี ทั้งยังต้องจ่ายราคาค่าแก้ปัญหามากกว่าเดิม

ไม่ว่าจะเป็นระดับปัจเจก เช่น การใช้ชีวิต การศึกษา การทำงาน ความรัก
ไปจนถึงระดับมหภาคเช่น เศรษฐกิจ สังคม การเมือง
ไม่ว่าจะด้วยความไม่รู้ ความปล่อยปละละเลย หรือความเสียดาย หรือเหตุผลใดก็ตาม
หากกลัด ‘กระดุม’ เม็ดแรกผิด ทุกสิ่งที่ทำถูกต้องหลังจากนั้นจะกลายเป็นผิดไป!

การแก้ปัญหาของการ ‘กลัดกระดุมผิดเม็ด’ นี้มีทางเดียว
คือ ปลด ‘กระดุม’ ทั้งหมดออกมาก่อน แล้วกลัดใหม่

การไม่รู้เป็นเรื่องหนึ่ง การรู้แล้วยังทำต่อไปเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

หลายคนทำงานตามคำสั่งทั้งที่รู้ว่า ‘กระดุมเม็ดแรก’
ไม่ตรงรูกระดุมของมัน กว่าจะรู้ตัว ก็กลายเป็นปัญหาลูกโซ่

หลายๆ ระบบในสังคมเช่น ระบบการเมือง การศึกษา ฯลฯ
ดำเนินมานานปี ทั้งที่เรามองเห็นปัญหา แต่ก็ดำเนินต่อไปทั้งด้วยความไม่รู้
ความเขลา ความปล่อยปละละเลย ด้วยความเชื่ออย่างนกกระจอกเทศว่า
มุดหัวลงดินสักพัก เดี๋ยวปัญหาก็หายไป แต่ปัญหาไม่เคยหายไป
มีแต่สะสมด้วยดอกเบี้ยทบต้น ยิ่งแก้ไขช้า ราคาแก้ไขยิ่งแพง
บางครั้งการตัดใจเข้าห้องผ่าตัดปฏิรูปตัวเองก็เป็นทางแก้ที่ถูกต้อง

ยอมตัดใจตัดวงจรเดิมนั้นทิ้ง แล้วเริ่มต้นใหม่
เพราะความเสียหายในระยะยาวน้อยกว่า ประหยัดเวลาโดยรวมมากกว่า

ทุกๆ หลายก้าวที่เดินหน้า เราควรหยุดและทบทวนดู ‘กระดุม’ ของเรา
หรือของสังคมว่า กลัดถูกรูไหม ถ้าไม่ก็อย่ารอช้า ปลด ‘กระดุม’ทั้งหมดออกมาก่อน แล้วกลัดใหม่

วินทร์ เลียววาริณ

- – -

ขออภัยถ้าเคยได้อ่านกันแล้วนะครับ มีเพื่อนส่ง mail มาให้ครับ อ่านแล้ว feel good มากครับ

ย้ายบ้านแล้วครับ

สั้นๆเลยนะครับว่า…

จะลองย้ายไปเขียน blog ที่ exteen.com ครับ

ก็ถ้าอย่างไรแวะไปอ่านได้ที่นี่ ตาม link นี้เลยครับผม 

http://hudkung.exteen.com/

.

ปล. อย่างไรก็ตามจะแวะมาอ่านที่นี่ด้วยครับ

.

รัก

 

ความรัก…

บางครั้งก็ค่อยๆเริ่มจากมิตรภาพ

แล้วจึงแตกยอดออกจากเมล็ดพันธุ์เริ่มแรก

 

บางครั้งก็บังเกิดขึ้นอย่างฉับพลันดังวินาทีแห่งการระเบิดของซุปเปอร์โนวา

 

ไม่ว่าความรักจะถึอกำเนิดขึ้นอย่างไร

จริงๆแล้ว

ความรักและมิตรภาพเป็นสิ่งที่เดินเคียงคู่กันไป

และ

เราก็อยากให้ความรักอยู่ยืนนาน

 

หลายครั้งที่ไม่เป็นเช่นนั้น

ความรักได้โบยบินไปก่อนเวลาอันควร

จึงทิ้งไว้ซึ่งหยดน้ำตา

และบาดแผลในหัวใจ

 

บางครั้งแม้ความรักจะได้จากไปแล้ว

แต่มิตรภาพกลับยังคงอยู่

และเราได้มิตรเพิ่มขี้นอีกหนึ่งคน

แต่บางครั้งความรักก็ได้พาเอามิตรภาพกลับไปด้วย

จากไปทั้งความรักและความเป็นมิตร

ทิ้งไว้แต่หัวใจที่ว่างเปล่า

.

.

m234239

ช่วงเวลาของเรา

.

โลกนี้ไม่ได้เป็นของเรา

เราต่างแค่มีช่วงเวลาของเราเท่านั้น

ขณะที่เวลาเคลื่อนผ่านไป

มันก็ไม่ใช่ช่วงเวลาของเราอีกแล้ว

เราเคยเห็นเครื่องโทรศัพท์มือถือขนาดเท่ากระติกน้ำใบใหญ่

แต่เด็กรุ่นนี้เห็นมันในขนาดที่เล็กมากและมีจอสี

และไม่ทันเห็นจอคอมพิวเตอร์ที่เคยมีสีเขียว

โลกนี้ไม่ได้เป็นของพ่อแม่เราที่สามารถประสพความสำเร็จด้วยการจบ ป.4 แต่ขยันทำมาหากินอีกแล้ว

ขณะที่เราปล่อยเวลาให้ผ่านไป

ช่วงเวลาของเราก็หดสั้นลงเรื่อยๆ

และสุดท้ายก็หยิบฉวยใดๆไม่ได้เลย

เราไม่ได้ตายในช่วงเวลาของเรา

แต่สิ่งที่เราสามารถทำได้ก็มีช่วงเวลาที่จำกัด

เมื่อมันล่วงเลยไปแล้ว

ก็ไม่อาจเรียกอะไรคืนได้อีก

ความผิดพลาดไม่อาจชดเชยได้ด้วยน้ำตา

ไม่อาจแก้ไขได้ด้วยความเศร้าโศก

ถ้าแท้จริงแล้วชีวิตเราถูกกำหนดไว้โดยพระเจ้า

บางทีพระเจ้าอาจจะเผลอเรอไม่ทันดูเราตลอดเวลาก็ได้ไม่ใช่หรือ

เวลาไม่เคยคอยใคร

ไม่สนใจว่าใครจะไล่ตามมันทันหรือไม่

ไม่ว่าเราจะกำลังเรียน ทำงาน พักผ่อน

หรือนอนหลับในยามค่ำคืน

ยามที่เราแก่ชรา

เราอาจได้แต่นั่งมองสิ่งต่างๆ เลื่อนลอย จากเราไป

นั่งมองลูกหลานเราเจริญเติบโต

และใช้ชีวิตที่ต่างจากเรา

เราเริ่มได้ยินข่าวเพื่อนๆของเราเริ่มล้มหายตายจาก

เราเฝ้ามองรอยเหี่ยวย่นบนร่างกายตัวเอง

และไม่อาจแก้ไขอะไรได้อีก

เมื่อช่วงเวลาที่เหมาะสมมาถึง

อย่าปล่อยให้มันผ่านไปเฉยๆ

จงรีบทำเมื่อเวลานั้นมาถึง

.

เขียนไว้นานมากแล้ว จำปีที่เขียนไม่ได้แล้ว

เราคงได้เจอกันในที่นี้น้อยลง

ผมหยิบปากกาลูกลื่นด้ามที่พึ่งซื้อมาใหม่

พร้อมกระดาษ A4 ใช้แล้ว 1 ด้าน

มาร่าง entry นี้ด้วยความรู้สึกอยากกลับไปใช้วิธีร่างต้นฉบับแบบเดิมๆ ที่เคยทำตอนเขียน entry ใน windows live space

          ขอโทษนะครับ อย่าพึ่งเบื่อ ผมไม่ได้อยากบ่นเรื่องเดิมๆ ในประเด็นเรื่องความซบเซาของบล็อกที่แทบจะเป็นป่าช้าอยู่แล้วในตอนนี้อีกแล้ว เพราะคิดว่ามันคงไม่กลับมาบูมเหมือนที่เคยเป็นในบ้านใหม่นี้อีก

          มันเป็นเรื่องปกติ มีขาขึ้นก็มีขาลง

          บางคนมารู้จักกัน และก็กลายเป็นห่างเหิน บางคนก็อยู่กับเราเป็นมิตรภาพที่ยาวนาน

          หากนับว่า entry นี้เป็นการบ่นเรื่องเดิมๆ ผมก็จะคอยเตือนตัวเองว่าไม่ควรเขียนมันซ้ำไปซ้ำมาอีก

          windows live space ปิดตัวไปพักใหญ่ๆแล้ว ผมก็มาเปิดบ้านใหม่ที่ WP ได้ระยะใหญ่ๆแล้วเหมือนกัน และก็มีบ้านที่ facebook คงจะนับปีได้แล้ว

          ผมคงเคยเล่าให้ฟังแล้วว่าผมชอบอารมณ์ในการเขียนบล็อกมากกว่าการเขียนใน facebook และคงจะเคยเล่าให้ฟังแล้วว่า ผมยังตั้งใจจะเขียนบนบล็อกใน WP ต่อไปเรื่อยๆ

          แต่หากใครพอจะแวะเวียนมาที่บ้านหลังนี้ของผมบ้างก็คงจะสังเกตุได้ว่า ถึงผมจะไม่ทิ้งมันไปเสียทีเดียว แต่ก็มีความเคลื่อนไหวภายในบ้านของตัวเองน้อยลงไปทุกที สำหรับคนที่ยังแวะมาที่นี่ และไม่ได้ติดต่อกันที่ facebook ด้วย ผมก็ขอสารภาพว่าหลายครั้งที่ผมก็ไปเขียนที่ facebook แทน และไม่ได้เอามาลงที่ WP ด้วย

          ในฐานะของ “คนส่งสาร” ก็อยากให้ “สาร” มีช่องทางให้ส่งถึงมือ “ผู้รับสาร” เหมือนกัน

          บอกอย่างนี้ ไม่ได้หมายความว่าจะเป็น entry อำลาอะไรนะครับ หากเรื่องไหนที่ผมคิดว่าเขียนในรูปแบบบล็อกจะดีกว่า ก็คงยังมาเขียนในนี้เหมือนเดิม แต่อาจจะได้เห็น update ใน WP ของผมน้อยลง

          อย่างไรก็ตาม ผมยังคงแวะมาเรื่อยๆล่ะครับ ไม่ได้หนีหายไปไหน

          รู้สึกดีที่คุณได้แวะเข้ามาเยี่ยมครับ

          : )