life is short, the stories.

share our Idea & Stories.

ธุรกิจรักโลก

14 Comments

 

credit – ทรงกลด บางยี่ขัน / http://www.lonelytrees.net/?paged=2

….

image

รองเท้าเป็นตัวอย่างของการอยู่ร่วมกันระหว่างความแตกต่างที่ผมชอบ
ตะเกียบคือการอยู่ร่วมกันของสิ่งที่เหมือนกัน
หากอยู่อย่างโดดเดี่ยวมันดูไร้ค่า แต่ว่าจะเกิดประโยชน์เมื่ออยู่ร่วมกัน
ช้อนส้อมคือการอยู่ร่วมกันของสิ่งที่แตกต่าง
เมื่อแยกกันพวกมันก็อยู่ได้ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ได้รับการจับคู่ พวกมันจะช่วยดึงศักยภาพของกันและกันให้สูงขึ้น
ส่วนรองเท้า คือของสองสิ่งที่เหมือนจะคล้ายแต่กลับต่าง
ปล่อยไว้เดี่ยวๆ ก็ไม่ได้ ต้องย้ายมาวางข้างกันเพื่อให้ชีวิตของมันทั้งคู่สมบูรณ์
ผมคิดถึงเรื่องรองเท้าขึ้นมาตอนอ่านเรื่องของ Blake Mycoskie
ส่วน Blake Myscokie เขาคิดถึงเรื่องรองเท้าตอนที่เขาเก็บกระเป๋าไปเที่ยวอาร์เจนติน่า

Blake ทิ้งกิจการงานธุรกิจของเขาไปเที่ยวอาร์เจนติน่าในเดือนมกราคม 2006
ในวัย 29 ปี เขาได้เรียนรู้อะไรมากมายจากแดนฟ้าขาว
อาทิ การแล่นเรือ เต้นแทงโก้ และเล่นโปโล
เขาบอกว่าทริปนี้เป็นทริปที่เปลี่ยนชีวิตของเขาไปโดยสิ้นเชิง
ความรู้สึกนั้นเกิดขึ้นตอนที่เขานั่งมองเท้าเปล่าๆ ของเด็กที่วิ่งเล่นในไร่

พักเหตุการณ์นั้นไว้สักครู่

ในทริปนี้ เขาได้รู้จักกับรองเท้าท้องถิ่นดั้งเดิมของอาร์เจนติน่าที่มีอายุยืนยาวมากว่าร้อยปี
มันมีชื่อเรียกว่า Alpargata เป็นรองเท้าผ้าที่นุ่มนิ่มสวมใส่สบาย ถอดง่ายใส่คล่อง ทนทาน
และเป็นรองเท้าที่คนงานชาวอาร์เจนติน่าโปรดปรานมาก
พอ Blake เห็นรองเท้าทรงนี้ และเห็นเด็กจำนวนมากในอาร์เจนติน่าไม่มีรองเท้าใส่
เขาเลยเกิดไอเดียทางธุรกิจที่สุดบรรเจิด จนต้องกลับมาที่นี่อีกครั้งในเวลา 2 เดือนถัดมา
คราวนี้เขามาในฐานะของนักธุรกิจไม่ใช่นักท่องเที่ยวเหมือนเก่า
เขาตัดสินใจแล้วว่าจะลงทุนทำโรงงานผลิตรองเท้า Alpargata ขาย

Alpargata นั้นมีรูปทรงคล้าย Vans รองเท้าแบรนด์ดังที่ Blake นิยมชมชอบเป็นทุนเดิม
เขาสงสัยมานานแล้วว่าทำไม Vans ถึงไม่ทำรองเท้าสีหวานๆ บ้าง
ในเมื่อ Vans ไม่ทำ เขาก็ลงมือทำเสียเอง
ว่าแล้วเขาก็จัดการเปลี่ยนโฉมรองเท้า Alpargata ซึ่งเชยจนคนไม่อยากมองซ้ำสองให้กลายเป็นรองเท้าแฟชั่นสีสันสดใส
บริษัทขนาดกะทัดรัดของเขามีพนักงานเต็มเวลา 7 คน พนักงานฝ่ายขาย 6 คน เด็กฝึกงาน 8 คน
ทุกคนล้วนไร้ประสบการณ์ในวงการแฟชั่น
เมื่อทุกอย่างพร้อม Blake ก็เปิดตัวรองเท้า TOMS ด้วยรองเท้า 15 รุ่นสำหรับชายและหญิง
รวมถึงรุ่นพิเศษแบบลิมิเต็ดที่ชวนศิลปินมาออกแบบ

พวกเขาขายผ่านเว็บไซต์โดยมีวางขายในร้านประมาณ 40 แห่งในสหรัฐอเมริกา
พอถึงปลายปี พวกเขาก็ทำยอดได้ 10,000 คู่
และในช่วงต้นปี 2007 ก็มียอดเข้ามาจากร้านค้า 300 แห่ง
จาก ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น แคนาดา สเปน และฝรั่งเศส
นับรวมกันได้ประมาณ 41,000 คู่

พวกเขาขายรองเท้าคู่ละ 38 เหรียญสหรัฐ และการขายผ่านระบบออนไลน์นั้นกำไรดีมาก
แต่เขาก็เลือกที่จะตั้งราคาให้ต่ำกว่าปกติ
แทนที่จะขายแพงๆ แล้วเก็บส่วนต่างที่มากขึ้น เหมือนอย่างรองเท้ายี่ห้ออื่น
ในเวลาไม่นาน TOMS ก็ถูกพูดถึงในวงกว้าง มีสื่อมาสัมภาษณ์เขาเยอะมาก
ไม่ใช่เพราะว่ามันเป็นรองเท้าชั้นดี แต่เป็นวิธีการทำธุรกิจชั้นเลิศที่ยังไม่เคยมีใครทำ

เรื่องมันเป็นแบบนี้
จากประสบการณ์ในการทัวร์แดนฟ้าขาวครั้งนั้นของ Blake
เขาตัดสินใจแน่วแน่ที่จะเขียนพันธกิจของบริษัทไว้เพียงข้อเดียวคือ ทำชีวิตคนให้สบายขึ้น
การออกแบบรองเท้าที่สวมใส่สบายก็เรื่องหนึ่ง
และการทำให้ชีวิตของคนที่ไม่มีรองเท้าใส่ดีขึ้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
การคืนกำไรของบริษัทห้างร้านไปสู่ผู้ด้อยโอกาสนั้นมีให้เห็นทั่วไป
แต่ว่ากันว่ายังไม่เคยมีองค์กรไหนใจป้ำขนาดรองเท้า TOMS
เจ้าของบริษัทเขาประกาศก้องตั้งแต่แรกว่า
จุดประสงค์ในการตั้งบริษัทของเขาไม่ใช่เพื่อขายรองเท้า แต่เพื่อแจกรองเท้า

เมื่อมีลูกค้าซื้อรองเท้า TOMS 1 คู่
Blake จะบริจาครองเท้า TOMS 1 คู่ ให้กับเด็กที่ขาดแคลน
นี่ไม่ใช่กลยุทธ์ทางการตลาด แต่เป็นรูปแบบในการทำธุรกิจแนวใหม่
ที่อยากมีส่วนร่วมในการรับผิดชอบกับโลก
ผ่านวิธีการที่ง่ายมาก ซื้อหนึ่งบริจาคหนึ่ง
“คุณซื้อรองเท้าเรา เราบริจาครองเท้าในนามคุณ” เจ้าของเขาบอกอย่างนั้น
“ผมใช้ชีวิตครึ่งหนึ่งในการหาเงิน และใช้ชีวิตอีกครึ่งเพื่อใช้มันไป”
ชายที่เรียกตำแหน่งตัวเองว่า หัวหน้าคนแจกรองเท้า แทนคำว่า CEO พูดถึงปรัชญาการใช้ชีวิตของเขา

ตั้งแต่เปิดกิจการมาได้ 2 ปี เขาบริจาครองเท้าไปแล้ว 10,000 คู่สำหรับเด็กในอาร์เจนติน่า
และ 50,000 คู่สำหรับเด็กในอัฟริกาใต้
และตั้งใจว่าปี 2008 นี้จะบริจาคให้ได้ 200,000 สำหรับเด็กทั่วโลก
ลูกค้าหลายร้อยคนแสดงความจำนงว่า
อยากขอจ่ายเงินเพื่อร่วมเป็นอาสาสมัครแจกรองเท้าในประเทศอันไกลโพ้นด้วย
เมื่อความต้องการมันเยอะขนาดนี้ Blake ก็เลยประกาศรับสมัครทางเว็บไซต์ http://www.tomsshoes.com อย่างเป็นเรื่องเป็นราวเสียเลย

ผมชอบที่เขาบอกว่า ชีวิตคนเรา ควรใช้ครึ่งหนึ่งเพื่อหา และอีกครึ่งหนึ่งเพื่อให้
ชีวิตเรามันควรจะเป็นแบบนั้นจริงๆ
การหาและการให้ก็คงเหมือนรองเท้าข้างซ้ายและข้างขวา
หากขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไป อีกอย่างคงไร้ค่า

Author: hud-tsu-ka

I'm not a nice guy but I wanna be a good guy.

14 thoughts on “ธุรกิจรักโลก

  1. เจ๋งอ่ะเพื่อสังคมเพื่อโลกที่น่าอยู่ขึ้น(อีกนิด)

  2. ถ้าทุกคนทำได้และคิดแบบนี้นะรู้จักใช้ รู้จักหา รู้จักให้สุขไหนจะเท่าได้แบ่งปัน

  3. ถ้ามีความรัก…อยากเป็นเหมือนรองเท้า…

  4. ยังหาไม่เจอ ยังเติมไม่เต็มแต่ก็ยังรู้สึกอยากจะให้เมื่อให้ทางวัตถุไม่ได้ แต่ทางจิตใจและปัญญาก็น่าจะทำให้ชีวิตง่ายขึ้นไม่แพ้กันขอบคุณบทความดีๆ ที่ช่วยเสริมพลังการให้ของคนขาดๆ เกินๆ อย่างผม

  5. พี่ฮัด เอียวอ่านเอนทรีนี้แล้วน้ำตาคลอ เกือบร้องไห้จริงจัง

  6. ยิ่งให้ เราจะยิ่งได้รับ อย่างน้อยๆ ก้อได้รับความสุขใจค่ะ…คนเราเกิดมา เพื่อให้ และ เกิดมาเพื่อคนอื่น .. ถ้าเราไม่ให้ใคร และ ไม่ทำอะไรเพื่อคนอื่น เราจะโดดเดี่ยว ..

  7. ดีเนอะ

  8. ดีจัง…

  9. มีให้..และ..มีรับ เหมือนรองเท้า มีข้างซ้าย..ก็ต้อง..มีข้างขวาให้ความสุข และ รับความสุข…ให้ความสุขกับเท้า ก็เหมือนให้ความสุขกับใจเรา

  10. ผมอ่านแล้วสะท้อนใจมากๆจริงๆครับในขณะที่คนตัวเล็กๆคนนึงทุ่มเททุกอย่างเพื่อให้ชีวิตคนอื่นดีขึ้นก็มีคนตัวใหญ่ๆอีกหลายคนทำทุกอย่างให้ชีวิตคนอื่นต่ำเตี้ยเรี่ยดินลงทุกวันบริษัทรองเท้ายักษ์ใหญ่หลายเจ้าคือคนตัวใหญ่ที่ว่าปล.พออ่านจบ ผมน้ำตาคลอจริงๆ มันทั้งรู้สึกดีและรู้สึกเศร้าไปพร้อมๆกัน

  11. จุดหลักของเรื่องนี้สำหรับผมอยู่ที่…คนเราส่วนมากทุกคน "รู้" ว่า สิ่งที่ "ถูกต้อง" ควรทำ คืออะไร…และคนเราส่วนมากทุกคน ก็ "พอใจ" ที่ได้ "แค่รู้" ว่าสิ่งนั้นควรทำ.. หรือ เห็นด้วยเมื่อมีคนอื่นทำ…ทำสิ ลงมือเลือกทำบางอย่างวันนี้เลย..

  12. ผมอ่านแล้วก็รู้สึกดีมากจริงๆ อยากให้อ่านกันครับ

  13. ขอบคุณนะพี่ที่สรรหาบทความดีๆ มาให้อ่านกันอ่านจบแระ แถมเข้าไปชมเว็บไซต์มาด้วยอยากทำอะไรดีๆ เพื่อสังคมให้มากๆ เหมือนกันแต่ตอนนี้พอจะทำอะไรได้เล็กๆ น้อยๆ ก็ทำไปก่อนถ้ามองในแง่ของการตลาดก็ยิ่งเท่เข้าไปใหญ่

  14. เป็นบทความที่ดีนะอ่านแล้วจรรโลงใจแต่ก็รู้ตัวเองดีแหละ เราคงให้ใครได้ไม่ถึงครึ่งรับจากใครได้ไม่ถึงครึ่งบางครั้งก็ขาดๆเกินๆ .. อีกต่างหาก

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s