life is short, the stories.

share our Idea & Stories.

กว่าจะรู้ก็สายเสียแล้ว(๒) ต่อยอดความคิด

22 Comments

 

สืบเนื่องจาก comment ของพี่ปู(Strange Loop Poo) ใน entry “กว่าจะรู้ก็สายเสียแล้ว”

“…

ทำไมต้องเรียน
ทำไมต้องทำงาน”

 

นั่นดิ…

ผมเอามาขบคิดด้วยสมองน้อยๆของผม

ด้วยตรรกะของตัวเองพ่วงด้วยอคติส่วนตัว

ผมคิดว่าดังนี้ –

ตอบง่ายๆ ว่า “ทำงานเพราะอยากได้เงิน”

ไม่อยากได้เงินก็คงไม่ต้องทำงาน

ไม่อยากได้เงิน ถ้าไม่รวย ก็ต้องอิ่มทิพย์

“ทำไมต้องเรียน”

เราเรียนเพราะ “อยากรู้” แต่…จริง 100% หรือ ?

ผมเชื่อว่า การเรียนรู้ แต่เริ่มแรก เราเรียน เพราะอยากรู้จริงๆ จากนั้นจะเอาความรู้ไปทำอะไรต่อก็ว่ากัน

แต่ในสมัยปัจจุบัน ผมไม่เชื่อว่า “การเลือกเรียนอะไร” เป็นผลมาจากการ ”อยากรู้” จริงๆสักเท่าไร

เชื่อว่า หลายคน เลือกสิ่งที่ตัวเองจะเรียนเพราะหวังผลถึงหน้าที่การงาน ซึ่งเชื่อมโยงกับการมีหน้าตาในสังคมและปัจจัยหลักในระบบทุนนิยม

“เงิน – > ความร่ำรวย”

อาจไม่ใช่ทุกคน แต่มีคนที่คิดอย่างนี้จริงๆ

 

การศึกษากลับกลายเป็นเพียงโรงงานผลิตฟันเฟืองตัวน้อยๆ เพื่อป้อนเข้าสู่ระบบทุนนิยม โดยไม่รู้เลยว่าฟันเฟืองเหล่านี้จะถูกตีตราว่าชำรุดแล้วสมควรที่จะโละทิ้งเมื่อไร

 

เราถูกปั้นเพื่อให้ “ถูกตลาด” เพื่อที่จะขาย เพื่อชื่อเสียงของสถาบันการศึกษาว่า มีคนได้ทำงานมากกว่า สถาบันอื่นๆ เพื่อจำนวนนักเรียนที่อยากมาเรียนมากขึ้น แน่นอน…มันพาเม็ดเงินมาด้วย

 

เราแข่งขันกันในกลุ่มตาดำๆกันเอง เพื่อที่จะเป็นตัวเลือกที่นายทุนคิดว่า “ดี” ต่อองค์กรของตัว และเจียดเงินค่าตัวที่เทียบไม่ได้กับรายรับอันมากมายของบริษัท

 

เรามีความสุขกับเงินเดือนในตอนต้นเดือน กับเงินเดือนที่ขึ้นปีละครั้ง ซึ่งไม่เคยทันกับค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วราวปรอทที่กำลังจุ่มลงในน้ำเดือด และกับเงินโบนัสที่แสนจะลุ้นในปลายปี

 

เราเรียน

เราทำงาน

เพื่อ…อะไร ?

Author: hud-tsu-ka

I'm not a nice guy but I wanna be a good guy.

22 thoughts on “กว่าจะรู้ก็สายเสียแล้ว(๒) ต่อยอดความคิด

  1. ตอนเป็นเด็ก แม่บอกเสมอว่า เป็นเด็กต้องต้องตั้งใจเรียนหนังสือ เพื่ออนาคตที่ดีตอนโตเป็นผู้ใหญ่ ทำงานก็เผื่อความอยู่รอดในสังคม ทำงานทุกวันนี้ ก็เพราะ เงินนี้แหละเพราะอย่างน้อย เงินก็สามารถทำให้เราอยู่รอดได้ทุกวันนี้นะ แต่มันขึ้นอยู่ว่าเรา ตั้งบรรทัดเอาไว้ยังไงนะอย่างน้อย มีเงินซื้อข้าวกิน มีเงินจุนเจือครอบครัว มีเงินในการช่วยพักผ่อนหย่อนใจ ก็ว่ากันไปตามแต่ละคนดำรงชีวิต เน๊อ

  2. พี่ฮัด…อาจารย์ต้นเคยบอกว่ามหาวิทยาลัยเหมือนปั้มนักศึกษาเพื่อส่งเข้าสู่ตลาดแรงงานอาจารย์ใช้คำว่า "ปั้ม" ไม่ใช่ "ปั้น" น่าสังเกตนะ….กว่าจะรู้สึกตัวอีกทีก็กลายเป็นสินค้าโหลจากมหาวิทยาลัยเข้าสู่ตลาดแรงงาน…..สุดท้ายสำหรับคำถาม ทำไมต้องเรียน ทำไมต้องทำงาน….คำว่าเรียนนี้มันหมายถึงแค่การศึกษาในระบบหรือป๋าวคะ…ถ้าใช่ความจิงมันก็คงไม่ต้องก็ได้มั้ง แต่คงไม่มีพ่อแม่คนไหนกล้าหาญพอที่จะไม่ให้ลูกเรียน…นั้นจึงน่าจะเป็นที่มาของเราว่าทำไมเราต้องเรียน ความจริงก็น่าลองนะ ลองมีลูกแล้วถามตัวเองเลยว่ากล้ามั้ยที่จะไม่ให้ลูกไปเรียนในระบบ…แบบฉันสอนเองที่บ้านก็ได้ (ความจริงมันน่าจะดีกว่าด้วยซ้ำ) แต่ในความเป็นจริง…คุณกล้าพอมั้ย จิงๆแล้วชีวิตคนมันก็อาจจะเป็น Strange Loop แบบที่พี่ปูแกอยากเข้าใจมั้ง

  3. เราไปเรียนเพื่อจะได้เจอคนที่คิด เขียน อ่านคล้ายกับเราขัดแย้งกับเราเข้าใจกันเที่ยว เฮฮา ปาร์ตี้ไปชอบใครที่เรียนอยู่ด้วยกัน…………………………………………….เราทำงานที่เราสนใจอยากจะทำกับเพื่อนๆ ที่เป็นนักเรียนมาด้วยกันแยกย้ายกันไปคนละมหาวิทยาลัยเจอะเจอ อยู่ด้วยกันเหมือนพ่อแม่เดียวกันเราเรียนเราทำงานเราใช้ชีวิตยังไม่เคยเอาชีวิตไปแลกกับเงินพนักงานที่ไม่อยู่ในระเบียบนี่เป็นฝันร้ายขององค์กรจริงๆ555

  4. เหตุผลตัวพ่อที่คนเราเรียน ทำงานก็คือความกลัว กลัวอะไร กลัวอด กลัวไร้เกียรติ กลัวลำบาก กลัวหิว และอื่นๆสังคมให้ทางออกไว้ กำจัดการกลัว ด้วยการเรียนการทำงาน ออกสู่ะรบบ ใช้เงินเป็นสื่อกลาง..เงินกินไม่ได้ รักษาโรคไม่ได้ แต่เราตกลงกันว่า มันสามารใช้แลกเปลี่ยนอาหารได้ แลกเปลี่ยนการรักษาได้..กลายเป็นเราเห็นค่าของเงิน เกินเงินเองต้นเหตุของความกลัว คือการไม่รู้ การไม่ยอมรับว่า "เรา" คืออะไร เกิดมาทำไมมั่วไปเรื่อยแหละ ผม

  5. เพื่อ เงิน ค่า เห็นด้วยๆแต่ตอนนี้วิชาชีพที่เรียนสามารถช่วยเหลือคนอื่นได้บ้างก็รู้สึกดีไม่หยอกล่ะ

  6. ไม่รู้สิสำหรับเรา เราเรียนเพราะอยากเรียน (เราเรียนอะไรเยอะมากเลยล่ะ)เราทำงานก็เพราะอยากที่จะทำ อยากรู้อยากเห็น เราแทบไม่ึเคยทำอะไรที่ไม่อยากทำเลยสักทีเงินก็มีส่วนสำคัญ แต่เราไม่สนใจนะมีน้อยก็กินน้อย งานไหนได้เงินมากก็กินดีหน่อยเราเป็นพวกสุขนิยมน่ะ ^ ^

  7. เราออกสังคมนิยมนิดหน่อย

  8. เรายังแยกไม่ชัดเจนว่า การเรียนและการศึกษาเป็นคนละเรื่องเดียวกันเช่นเดียวกับคำว่า ความดีและศาสนาเป็นคนละเรื่องเดียวกัน

  9. เงิน เงิน และเพราะเงินตัวเดียว จะไปซีเรียสทำไมก็ใครพาเราเดินตามรอยเท้าฝรั่งล่ะ…ถ้าเลือกได้อยากเป็นแบบประเทศภูฏานมั๊ยล่ะ….

  10. ที่บางทีรู้สึกบ้างก็เช่นว่าเราเชื่อว่าวิชาชีพบางอย่างควรอยู่เหนือผลตอบแทน เรื่องเงินครูเป็นต้น…ครูทำงานเพื่ออะไร… ในช่วงยังเป็นเด็กนั้น ผมรู้สึกว่า ครูคือพระดีๆนี่เอง คือ มีเมตตา อยากให้นักเรียนเป็นคนดี อดทน ไม่ได้ผูกโยงกับค่าเงินนัก ครูสมัยนั้นมีความ เขาเรียกอะไรนะ ความภูมิใจ ในวิชาชีพ เชื่อมั่นว่าสิ่งที่ทำ ทำให้สังคมดีขึ้นๆไป..ผมเป็นทุกขนิยมครับ ตรงข้าวกะจุ๋ม และ ขนานกะ ฮัด..

  11. สังคมนิยม+ทุนนิยม

  12. ยุคสมัยทำให้คนเปลี่ยนไป หรือ เราเปลี่ยนแปลงคิดถึงสมัยก่อน มีเงินแค่ 50 สตางค์ 25 สตางค์ ก็ซื้อขนมกินจนอิ่ม(แก่ไปหรือเปล่าเนี้ย)

  13. ไม่รู้สิจุ๋ม สุขนิยมในโลกแบบนี้ถ้าไม่บวชออกธุดงไปเลย เรายังนึกไม่ออกเลยว่า จะอยู่แบบสุขนิยมได้ยังไง

  14. เงินๆๆๆ

  15. เห็นด้วยกับความคิด คุณฮัดค่ะ ยุคนี้เป็นเช่นนั้นจริงๆ หรือแม้แต่ตัวเราก้ออาจกลายเป็นน็อตตัวนึงให้เฟืองมันหมุนได้

  16. ดรีมเคยได้ยินมาว่า ประเทศสอนคนให้ไปเป็นลูกน้อง ไม่ใช่เป็นเจ้าของกิจการบางที… ชีวิตของเรา เราก็ติดอยู่ในวังวนแคบๆที่ตัวเองสร้างขึ้น"ความสุขสบาย"เป็นมนุษย์เมืองห่างไกลจากธรรมชาติ จึงคิดได้แค่ว่า "เงิน" นั้นทำให้มีความสุขแต่ถ้าเราอยู่ในใกล้ชิดธรรมชาติ "เิงิน" คงไม่สำคัญเท่าไหร่เพราะใจเรามันเต็มอยู่แล้ว

  17. ผมคิดว่าเราเรียน เราทำงาน เพื่อมีชีวิตอยู่ในสิ่งที่เรียกว่าสังคมโลกของคนเพราะคนเรานี้ละที่พยายามจัดระเบียบทุกอย่างทั้งที่เป็นจริงแล้วความไม่มีระเบียบของโลกนี้ละที่ขับเคลื่อนชีวิตให้เดินไปได้สรุปที่เราเรียน ทำงาน ก็เพราะเราเป็นสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์

  18. ผมเป็นพวกคิดน้อย มักจะทำอะไรตามอารมณ์ซะมากกว่าผมอยากจะรู้เรื่องไหน ผมก็เรียนผมอยากจะทำอะไร ก็เริ่มทำถ้าถามว่าผมทำงานเพื่ออะไร ผมจะตอบว่า.. ผมทำงานเพื่อใช้ชีวิตผมทำงานเพื่อความสนุกส่วนตัวด้วยและก็ .. ใช่ ผมทำงานเพื่อรับเงินเดือนด้วยเพื่อที่ผมจะได้พาพ่อกับแม่ไปทานอาหารอร่อย ๆ ทุกสิ้นเดือนได้ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็น "เพียง" ฟันเฟืองชิ้นเล็ก ๆเพราะไม่มีนาฬิกาเรือนไหนที่เฟืองหลุดแล้วจะเดินได้เหมือนเดิมและถ้าหากเราหมั่นเคาะสนิม เราก็ยังใช้งานได้เสมอสำหรับผมแล้วนะ พ่อมักจะพูดอยู่เสมอตั้งแต่ผมเด็ก ๆ แล้วว่าแทนที่จะมัวมานั่งสงสัยว่า ..ตัวเองมีชีวิตอยู่เพื่ออะไรผมจึงคิดถึงเรื่องที่ จะใช้ชีวิตเล็ก ๆ ของตัวเองอย่างไรให้ดี

  19. ผมเขียน entry นี้จบ ก็มาคิดๆเหมือนกันว่า ผม aggressive เกินไปหรือเปล่าคิดว่าไ่ม่นะ ผมไม่น่าเป็นคน aggressive การที่ตัวเราจะมีสภาพเป็นฟันเฟืองหรือไม่มันคงขึ้นอยู่กับสถานะภาพนั้นๆ และผมเชื่อว่า มีหลายคนเป็นอย่างที่ผมเขียน และอีกหลายๆคนที่ไม่อยู่ในกลุ่มที่ผมเขียนผมเคยรู้สึกว่าเป็นตัวเองเป็นแค่ฟันเฟือง และ ก็เคยรู้สึกว่าไม่ใช่ มันขึ้นอยู่กับสถานะภาพในตอนนั้นๆอันนี้ ผมขอยกประเด็นส่วนบุคคลไปที่จริง ผมแค่เกลียดทุนนิยม และระบบที่รับใช้ทุนนิยมแค่นั้นเองและมันเป็นแค่อคติส่วนตัว ครับผม

  20. ปัจจัยหลักทั่วไปโดยไม่ต้องเจาะลึก ก็เพื่อเงินเคยได้ยินคนพูดบ่อย ๆ ว่า "เรียนจบ จะได้มีงานทำ มีเงินใช้"สังคมนิยม กับ ความชอบส่วนบุคคล เป็นส่วนต่างของแต่ละคน นี่ล่ะม้างที่คนเราต้องจูนหากัน ณ จุดกึ่งกลางบางคนจูนไม่ได้ก็เลิกคบกันไป บางคนจูนได้บางส่วนก็คบกันผิวเผิน บางคนโชคดีหน่อยจูนได้เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ซี้ปึ้กแต่ก็แค่ข้อสอบวิชาหนึ่งของชีวิตเท่านั้นแหละ ความเป็นตัวตนของคนเรา ที่ต่างคนถือว่าตัวเองมี ทำให้คนเราต่างกันไปอีก…ส่วนมากคนคิดว่ามนุษย์ต้องศึกษาและทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน…แต่ในที่สุดแล้ว เรากลับแทบไม่ได้ศึกษาตัวเองก่อนเลยเราไม่รู้จักตัวเราเองด้วยซ้ำว่า คนเราไม่มีตัวตน สัมผัสทางกายภาพไม่ได้ ต้องสัมผัสทางจิต.

  21. เราเรียน เราทำงาน เพื่ออะไร…?ถ้ามองโดยปัจจัยพื้นฐาน…ทั้งหมดคือดำรงอยู่…แต่เมื่อมีตัว "ค่านิยม" เข้ามา ทำให้ทั้งหมดมากกว่าการเรียนรู้เพื่อประกอบสัมมาอาชีพเลี้ยงตนเท่านั้นมนุษย์เป็นสัตว์สังคม ซึ่งเป็นสังคมขนาดใหญ่…และยังแบ่งย่อยออกไปอีกมากมายหลายกลุ่มชน หลายสาขาอาชีพ ในเบื้องต้นของสิ่งมีชีวิต…เรียนรู้ เพราะอยากเรียนรู้ จากสิ่งรอบตัว เพื่อการดำรงอยู่…เมื่อโตขึ้น เขาบอกว่าต้องเรียน เพื่อจะได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ด้วยการมีหน้าที่การงานที่ดี มีเกียรติ มีเงิน ได้รับการยอมรับในสังคมของตนการที่เราต้องเข้าสู่การศึกษาที่เป็นระบบ คิดว่าก็เพื่อเป็นพื้นฐานในการจัดระเบียบสังคมให้เป็นระบบ และเพื่อเป็นการสร้างมาตรฐานในกลุ่ม สาขาอาชีพนั้น เพื่อลดความขัดแย้ง วุ่นวาย นำไปสู่การพัฒนาที่ดีขึ้นอย่างเป็นระบบ ระเบียบ และได้รับการยอมรับแต่ในความเป็นจริง มันไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิด เพราะต่างให้ความสำคัญกับค่านิยม และ "เงิน" ซึ่งใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนทุกอย่าง ที่คิดว่าจะนำความสุขกาย ความสบายใจมาสู่ตน ด้วยการบริโภควัตถุนิยม จนขาดจริยธรรม สามัญสำนึก จรรยาบรรในวิชาชีพของตนสังเกตุมั๊ย สิ่งที่เราชอบ ถนัด และอยากเรียนรู้ มีความสุขที่ได้ทำ ไม่ได้มาจากห้องเรียนในระบบ แต่เราต้องขวนขวาย ศึกษา ฝึกฝน ด้วยตัวเองหากการเรียนรู้ในระบบการศึกษา ยังใช้ระบบเดิมๆ ไม่ได้เน้นการสอนให้เรียนรู้ สอนแต่วิธีคิด แบบจำอย่างเดียว แต่ไม่สอนให้คิดแบบต่อยอดขาดการส่งเสริม ยอมรับ ก็ไม่ทำให้เกิดสิ่งแปลกใหม่ ขาดการสร้างสรร วิธีคิดแบบใหม่ๆ เรื่องใหม่ๆ ความจริงคำตอบเดิม ก็อาจมีวิธีคิดที่แตกต่าง เข้าใจง่าย และเร็วกว่าเดิม หรือโจทย์เดียวกันเรื่องเดียวกัน ก็มีคำตอบ และมุมมองที่กว้างขึ้นเมื่อเป็นแบบนี้ จึงกลายเป็น "ปั่ม" แต่ไม่ใช่ "ปั้น" เพราะ คิดไม่เป็น และขาดการเรียนรู้เพื่อพัฒนามีตัวอย่างหนึ่ง..ยังจำได้…ตอนเรียน ม.ปลายจะรู้สึกต่อต้านอาจารย์ที่สอนคณิตและฟิสิกส์มาก เพราะอาจารย์บางท่านเวลาสอนในห้องเรียนจะไม่ถ่ายทอดทั้งหมด ใครอยากจะรู้วิธีคิด สูตรลัด เคล็ดลับ ก็ต้องไปสมัครเรียนพิเศษกับอาจารย์ เพราะอาจารย์จะได้มีรายได้เพิ่ม คือ "เงิน"จึงเป็นคนหนึ่งที่จะไม่เรียนพิเศษเลย และจะทำให้อาจารย์เห็นด้วยว่าเด็กที่ไม่เรียนพิเศษกับอาจารย์ ก็ทำคะแนนได้ดีไม่แพ้คนที่ไปเรียนพิเศษกับอาจารย์ได้เหมือนกันในเมื่อคนที่มีอาชีพเป็นครู อาจารย์ ยังเป็นแบบนี้ คิดดูแล้วกันว่า สังคมและอนาคตของชาติจะเป็นอย่างไร

  22. ตอบง่ายๆ เพื่อตัวเราเองและคนที่เรารักลองคิดกลับกันถ้าเราไม่เรียนไม่ทำงานล่ะ มันจะเป็นยังไงก็คงแค่หายใจทิ้งไปวันๆ ใช่ม้า ถ้าเราไม่อยากไร้ค่าก็คงต้องหาอะไรทำซักอย่างนึง จริงๆ อยากตอบยาวๆแต่สงสารฮัดคุง กลัวเหนื่อยอ่าน อิอิ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s