life is short, the stories.

share our Idea & Stories.

และแล้วผมก็ไม่ได้ไปงานมหกรรมหนังสือ

21 Comments

…และแล้วผมก็ไม่ได้ไปงานมหกรรมหนังสือ ของเดือนตุลา ปีนี้
เพราะวันสุดท้ายของงานผมต้องไปต่างจังหวัด
ก็เป็นไปตามตั้งใจว่างานเที่ยวนี้จะไม่ไป
ด้วยเหตุผลที่บอกไปแล้วว่า หนังสือที่บ้านที่เคยหักโหมซื้อมาเมื่อหลายๆครั้งก่อน
ยังกองอยู่เต็มบ้าน
ด้วยอัตราการอ่านที่ค่อนข้างต่ำ
(ถ้าเป็นสมัยเรียนอาจไม่กองเยอะมากขนาดนี้…เยอะแค่ไหน ถึงไหนถึงกัน)
เขาว่าคนไทยไม่ค่อยอ่านหนังสือ
ปีหนึ่งๆ อ่านเฉลี่ยกันไม่ถึง ๑๐ บรรทัด
น่าตกใจ!
ความจริงแล้วไม่เป็นเช่นนั้น
มันแบ่งเป็น คนอ่านมาก
อ่านนิดหน่อย
และแทบไม่อ่านเลย
ซึ่งนับจำนวนเฉลี่ยบรรทัดการอ่านหนังสือที่เขาบอกมา
แสดงว่าคนที่แทบไม่อ่านเลยต้องเป็นปริมาณหลัก ซึ่งหมายถึงคนส่วนใหญ่(มากหรือเกือบทั้งหมด)ของประเทศ
เพราะคนอ่านมาก กับอ่านบ้างนิดหน่อย อย่างไรก็ตามก็ต้องมากกว่า ๑๐ บรรทัดต่อปีอยู่แล้ว

ปริมาณการอ่านหนังสือคงบ่งบอกคุณภาพของคนในประเทศได้ส่วนหนึ่ง
(ซึ่งน่าจะขึ้นกับชนิดหรือประเภทของหนังสือที่อ่านด้วย)
และไอ้ที่ไม่เกิน ๑๐ บรรทัดต่อปีนี่
จะให้ตีความเรื่องคุณภาพของประเทศอย่างไรดี?

Author: hud-tsu-ka

I'm not a nice guy but I wanna be a good guy.

21 thoughts on “และแล้วผมก็ไม่ได้ไปงานมหกรรมหนังสือ

  1. อยากรู้ใครทำวิจัยตัวนี้
    เก็บข้อมูลยังไง
    ผมว่าเป็นผลวิจัยที่มั่วซั่วมาก
    ไม่ก่อประโยชน์ใดๆทั้งปวง

  2. ผมเห็นต่างนะโจ้ ผมว่าดีล่ะที่มีคนมาบอก แม้จะมั่วซั่วแค่ไหนก็ตาม
    อย่างน้อยมันก็เตือนให้เราได้ตระหนักถึงความ ‘อยากรู้น้อย’
    ของคนบ้านเรา

    ที่ไม่ก่อประโยชน์ น่ะ ต้องเป็นพวกใครบางคนที่ขับเคลื่อนอะไรบางอย่างได้
    แต่ไม่แลมองเลยว่าปัญหาของการไม่อ่าน เป็นอย่างไร คืออะไร ส่งผลกระทบรูปแบบไหน
    ที่น่าหนักใจก็คือ กลายเป็นว่า รูปแบบการสนับสนุนอย่างมหกรรมลดราคาหนังแห่งชาติ
    กลับทำลายระบบ ของการขายหนังสือ และส่งผลกระทบให้หนังสือมักจะออกกันปีล่ะสองครั้งเท่านั้น และยังปัยหาอื่นๆ ที่กระทบกันเป็นลูกโซ่ ที่ผมเองก็ไม่เข้าใจและสามารถอธิบายได้ครบถ้วน แนะนำให้ลองหาบทสัมภาษณ์วินทร์ เลียววาริน เกี่ยวกับเรื่องนี้ในเวบ onopen.com  
    และที่สำคัญผมไม่แน่ใจว่า คนส่วนมากที่ไปกันน่ะ ชอบซื้อหนังสือ หรือชอบอ่านกันแน่?
    แน่นอน บางครั้ง…ผมก็สงสัยตัวเอง
    เพราะแม้จะคิดไม่อยากไปงาน แต่ก็ไปเสียทุกที
     
    ปล.ขอโทษนะครับ คุณ ฮัคคุง ผมเมนต์เสียยาวยืดทีเดียว   
     

  3. หนังสือที่ผมซื้อจากงานหนังสือคราวก่อน ไม่ได้แตะเลย กองไว้เยอะมาก
    แต่หนังสือที่เลือกซื้อเองจากร้านทั่วไป อ่านหมดแล้ว
    มันเหมือนอย่างที่ยูพูดมั้งครับ
    บางทีเราไปเพราะอยากซื้อ ไม่ได้เพราะอยากอ่าน

  4. …และแล้วเราก็ไม่ได้ไปงานมหกรรมหนังสือ ของเดือนตุลา ปีนี้ เหมือนกัน
    หนังสือที่ซื้อไว้ก่อนหน้านั้นเยอะแยะมากมายยังอ่านไม่หมด ช่วงก่อนเป็นไรไม่รู้ว่างจัซื้อหนังสือมันทุกอาทิตย์
     
    ส่วนงานวิจัย..เคยได้ยินเช่นกันว่าคนไทยอ่านน้อย..โจ้อย่าลืมนะว่าชาวบ้านต่างจังหวัดเด็กน้อย..คนทำงานที่ต้องทำงานหาเงินหาเช้ากินค่ำ
    แค่เวลาทำงานในวันหนึ่งๆก็แทบจะหมดแรงเสียแล้ว และคนจำนวนนั้นมีอยู่มากมายเมื่อเฉลี่ยแล้วจึงได้ออกแค่นี้ล่ะจ้ะ

  5. ผมว่าหลายๆคนมากทีเดียว ที่ไปซื้อหนังสือจากงานสัปดาห์หนังสือมาเยอะมาก แต่แล้วก็ไม่ได้อ่านที่ผมซื้อก็อยากอ่านนะครับ แต่ว่าทำงานแล้วมันเหนื่อยเลยอ่านได้ช้า เพราะสมัยที่มีเวลาเยอะๆก็อ่านได้เยอะเหมือนกัน

  6. อีกเรื่องนะครับ คือว่า พวกร้านหนังสือเฟรนไชน์ใหญ่ๆ ก็ทำลายสายส่งหนังสือ กับ ร้านหนังสือเล็กๆเหมือนกัน

  7. ผมเปนอีกคนที่พยายามอ่านหนังสือที่ได้ซื้อมาแต่ก้ยังอ่านไม่หมด
    แม้หลายอย่างอาจไม่อำนวยหรืออาจเปนเพราะความมึนเมาจนผมอ่านไม่หมด
    ผมยอมรับว่าการอ่านให้อะไรหลายอย่างแก่ชีวิตอย่างเพราะคนอย่างผมไม่สามารถไปสัมผัสเหตุการนั้นด้วยตัวเอง
    แต่มีบางครั้งที่ซื้อหนังสือแล้วคิดว่าทำไม่เราไม่เขียนเองซะเลย
    เสียดายตังที่ซ้อหนังสือห่วยๆ
    ขอโทดวันนี้ผมออกจะเมานิดหน่อย

  8. ไม่รู้ว่ามันเป็นนิสัยของคนไทยหรือเปล่าที่ชอบซื้อหนังสือเฉพาะตอนที่มันลดราคา
     
    เลยสงสัยเหมือนยูว่าที่จริงแล้วคนที่ไปงานน่ะชอบอ่านหรือชอบซื้อ?
     
    เคยอ่านบทสัมภาษณ์ของพี่หนุ่ม ร้านหนังสือเดินทาง เขาบอกว่า" คนเราติดนิสัยรอซื้อหนังสือเฉพาะที่มันลดราคาและมีงานสัปดาห์หนังสือเท่านั้น
     
    ร้านหนังสือจึงอยู่ไม่ค่อยได้"
     
    ซึ่งบางทีผมก็เคยเห็นหนังสือบางเล่มโฆษณานะว่า "ไม่มีขายในงานสัปดาห์หนังสือ
     
    ซึ่งมันก็ตีความได้หลายอย่างนะ
     
     
     
     
     

  9. ซื้อตอนมันลดราคา คุณค่ามันเลยลดลงตามราคาหรือเปล่าครับ
    แต่เกลียดบางคนที่บ่นว่าไม่ชอบอ่านหนังสือไม่อยากซื้อเพราะแพง เล่มตั้ง100 200
    แต่ก็จะเห็นคนแบบนี้นั่งกินร้านอาหารแพงๆ ที่ราคาเกิน 100 200แน่ๆ
    และสุดท้ายก็ย่อยกลายเป็นขี้ออกมาอยู่ดี

  10. ตอบโจ้หน่อยนะครับ จริงๆครับเห็นด้วย มันขึ้นอยู่กับว่าใครให้ความสำคัญอะไรมากกว่ากัน เขาไม่ได้ให้ความสำคัญกับหนังสือก็ว่าแพง

  11. ไม่ได้ไปเหมือนกัน –  -"
    เหตุผลที่ทำให้สนใจงานสัปดาห์หนังสือมีอย่างเดียวคือ
    จะมีหนังสือหลากหลายประเภท หลายสำนักพิมพ์มารวมอยู่ที่เดียว ทำให้ไม่ต้องไปเสาะหาหลายๆที่
    แต่ไม่สนใจเรื่องราคาที่ลดหรือไม่ลดเท่าไหร่ หนังสือทุกเล่มจิ๊บว่ามันคุ้มค่ากับเงินอยู่แล้ว
    เห็นด้วยกับที่โจ้ว่าเหมือนกัน อาหารจานละสองสามร้อยเรายังกินได้เลย
    แต่ช่วงนี้ไม่รู้เป็นอะไร หนังสือเล่มใหม่ๆที่ซื้อมา อ่านแค่รอบเดียว บางเล่มก็อ่านได้ไม่เคยจบ
    แล้วก็กลับมาอ่านแต่เล่มเดิมๆที่อ่านมาแล้วสักร้อยรอบ
    ช่วงนี้เลยไม่คิดจะซื้อเล่มใหม่ๆมาอีก ^^

  12. ตอนแรกผมอ่านแล้วว่าจะไม่คอมเม้นท์เพราะเรื่องงานหนังสือผมไม่รู้จะออกความเห็นยังไง
    แต่พออ่านคอมเม้นท์ของคนอื่น ๆ แล้วขอเสนอมุมต่างนิดหน่อยได้มั้ยครับ
     
    การที่คนเราเลือกใช้เงินไปกับสิ่งที่สร้างความสุขให้กับตนเอง
    ไม่ว่าจะซื้อหนังสือ ทานอาหาร ดูหนัง ผมว่ามันไม่มีอะไรสิ้นเปลืองนะ
    เพียงแค่แต่ละคนชอบไม่เหมือนกัน
    ถ้ากระแสนิยมการอ่านหนังสือมันออกมามาก ๆ
    อาจมีคนแห่ไปซื้อหนังสือกันตามคำชักชวน หากแต่กลับมาแล้วอ่านแค่ครั้งเดียวแล้วกองทิ้ง
    หนังสือพวกนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับเศษกระดาษในมุมมองของคนที่เลือกจะมีความสุขกับวิธีอื่น
    การซื้อหนังสือโดยไม่รู้คุณค่าที่แท้จริง (ผมขอเรียกว่าการซื้อตามแฟชั่น)
    ทำให้เกิดการสิ้นเปลืองทรัพยากรที่นำมาผลิตหนังสือแต่ละเล่ม .. โลกร้อนก็เพราะเรื่องแบบนี้ด้วยนะ
    ผมว่าในยุคสมัยแบบนี้ ซื้อคนละเล่มกับเพื่อนแล้วนำมาแลกกันอ่านก็ดีนะ
     
    คนไม่อ่านหนังสือไม่ผิดหรอกครับ ถึงแม้ว่าผมเองก็อยากจะให้คนอ่านหนังสือกันเยอะ ๆ ก็เถอะ
    โลกของเรากว้างมาก มีหลายอย่างที่ช่วยสร้างประสบการณ์ชีวิตเราได้
    บางคนอ่านหนังสือมาก แต่โลกแคบอยู่ในมุมจำกัดของตัวเอง กับผู้เขียนคนเดิม ๆ
    เชื่อมั้ยประเทศที่เทคโนโลยีเจริญอย่างที่ญี่ปุ่น ทุกคนไม่ได้จบปริญญาตรี ส่วนใหญ่เค้าจะเลือกเรียนต่อสายอาชีวะ
    เพราะเค้าเชื่อว่า เค้าควรพัฒนาแขนขาควบคู่กับพัฒนาสมอง
    ผมเคยเจอคุณลุงคนนึงที่แกจบแค่อาชีวะ แต่วางแผนงานได้ครอบคลุมกว่าคนจบป.โทเคย์โออย่างผมซะอีก
     
    ขอโทษครับที่เขียนอะไรไปยาวมาก

  13. พักหลังมานี่ก็ไม่ค่อยได้ซื้อหนังสือเหมือนกันค่ะ
    ซื้อเฉพาะเรื่องที่อยากอ่านจริงๆเท่านั้น
     
    ไม่รู้ทำไม คงเพราะแก่ขึ้น
    ความคิดเลยเปลี่ยนตาม
     
    แต่เห้นด้วยกับหลายๆคอมเม้นเลยนะเนี่ย

  14. ชอบที่ยูเม้นไว้นะ 
     
    ส่วนเม้นเรา  เดี๋ยวตามมาทีหลังเน้อออ ^ ^

  15. มีความเห็นเพิ่มเติมนิดนึงครับ
    ผมว่าคนไม่อ่านหนังสือไม่ผิด คนชอบซื้อหนังสือก็ไม่ผิด

    แต่ในฐานะของผู้หลักผุ้ใหย่บางคนที่มีหน้าที่ ในการรับผิดชอบประเทศชาติของเรา
    ซึ่งน่าจะเหมารวมไปถึง การพัมนาชาติที่มทีหลากหลายมิติ ซึ่งหนึ่งในมิติตนั้นๆ ผมว่า
    มันคงต้องมี การพัฒนาความคิดของคนในชาติเข้าไปด้วย
    แน่นอนว่า ตรงนี้หนังสือมีส่วนช่วยได้ และที่น่าจะช่วยได้ดีกว่า ก็คือ วัฒธรรมการเสพหนังสือ
    ที่ลากรวมไปถึงทั้งการ บริโภค ด้านการเลือกซื้อ เลือกอ่าน และสร้างสรรค์ประโยชน์จากการอ่าน

    ตรงนี้ล่ะ ที่น่าจะเป็นความรับผิดชอบของใครบางคน ที่สนับสนุนให้คนเอาแต่ซื้อ
    แต่ก็เข้าใจว่าโลกความเป็นนจริงไม่ง่าย สำนักพิมพ์ต้องกินต้องใช้ แต่มันก็กระทบกันไปหมด
    พูดไปพูดมา ปัญหานี้ ผมไม่มีทางแก้หรอกครับ ได้แต่พร่ำปัญหาที่ตัวเอง
    ให้มันลอยไปในอากาศแห่งความว่างเหล่าเท่านั้น  
     
    จบๆ

  16. อยากอ่านคอมเมนต์จุ๋มจังแฮะ
    รอๆๆๆ

  17. นาก็ไม่ได้ไป แต่ไม่เป็นรัย เด๋วช่วงใกล้ๆสอบ ประมาณกลางเดือนธันวา มันก็มีงานสัปดาห์หนังสือที่มหาลัยอยู่แล้ว
    มาได้ก็แวะมาเน้อ หนังสือเยอะขึ้นทุกปีเลย ^^ พื้นที่เดินกว้างขวางด้วย (เหรอว่ะ???)
    อืม เผื่อเห็นความเปลี่ยนแปลงของมหาลัยงัย อิอิ
     
    เด๋วไว้มีงาน SMA เมื่อไหร่ รุ่นพี่เค้าจะนัดรวมๆกัน เอามาส่งข่าวอีกที ไม่มาก็อีกเรื่องนึง พอดีอยากบอก วะ5555555
    แบบว่า เห็นรุ่นพี่กลับมาม.กันเยอะๆแล้วรู้สึกดี ^O^ บรรยากาศได้ใจดีจริงๆ ไปและ สายัณสวัสดิ์จ๊ะ

  18. นาก็ไม่ได้ไป แต่ไม่เป็นรัย เด๋วช่วงใกล้ๆสอบ ประมาณกลางเดือนธันวา มันก็มีงานสัปดาห์หนังสือที่มหาลัยอยู่แล้ว
    มาได้ก็แวะมาเน้อ หนังสือเยอะขึ้นทุกปีเลย ^^ พื้นที่เดินกว้างขวางด้วย (เหรอว่ะ???)
    อืม เผื่อเห็นความเปลี่ยนแปลงของมหาลัยงัย อิอิ
     
    เด๋วไว้มีงาน SMA เมื่อไหร่ รุ่นพี่เค้าจะนัดรวมๆกัน เอามาส่งข่าวอีกที ไม่มาก็อีกเรื่องนึง พอดีอยากบอก วะ5555555
    แบบว่า เห็นรุ่นพี่กลับมาม.กันเยอะๆแล้วรู้สึกดี ^O^ บรรยากาศได้ใจดีจริงๆ ไปและ สายัณสวัสดิ์จ๊ะ

  19. อ่านมากอ่านน้อยก็ว่ากันไป
    รู้ว่าตัวเองอ่านไปทำไมกัน ก็น่าจะพอแล้ว
     
    บางคนไม่อ่านหนังสือแต่ก็มีวิธีค้นหาความรู้แบบอื่น

  20. เออพี่ ลืมบอกอ่ะ ว่าเปลี่ยนเป็นสีดำ แล้วเท่ห์ขึ้น วะ55555 ^^
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
    ขอ 5 บาทค่าชม ^O^

  21. เราว่าการอ่านหนังสือไม่ได้เป็นตัวบ่งชี้ว่าคนประเทศนึงๆ จะฉลาดน้อยลงรึเปล่านะ
    เพราะเดี๋ยวนี้สังคมมันเปิดกว้างทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ทุกที่ทุกเวลา
    ไม่จำกัดว่าจะต้องมาจากหนังสือเพี่ยงอย่างเดียว อย่างโลกไร้พรมแดนแบบอินเตอร์เน็ต
    หรือแม้แต่การดู TV อย่างช่องสารคดี ก็ช่วยเพิ่มพูนความรู้ได้ไม่น้อยไปกว่ากัน
    เราว่าเผลอๆ ความรู้ที่ได้อาจจะมีความหลากหลายมากกว่าด้วยซ้ำนะ
     
    จริงๆ การอ่านหนังสือเป็นสิ่งที่ดีมันเหมือนเป็นแหล่งทรัพยากรที่เราสะสมเอาไว้ใช้ในยามคับขัน
    แต่ประสบการณ์จริงจะเป็นสิ่งดีที่สุดที่จะทำให้รู้ว่า ณ สถานการณ์นั้นๆ เราควรนำความรู้ตัวไหนมาใช้
    เราดูจากเด็กเรียนหลายๆ คนที่พอทำงานไปเจอปัญหาจริงๆ แล้วไม่สามารถแก้ปัญหาได้เพราะไม่รู้ว่าจะนำความรู้
    ทีมีอยู่ออกมาใช้ได้ยังงัย ในโลกแห่งความเป็นจริงไม่มีอะไรที่เป็นกฏตายตัวต้องมีการประยุกต์พลิกแพลงอยู่ตลอดเวลา
    เราเลยไม่อยากให้เด็กไทย "เก่งแต่ในตำรา" อ่ะ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s